ก้อง ฤทธิ์ดี: “เราไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้ แต่ถ้าเราจะทำได้ เราจะอยู่ตรงนี้ได้ เราก็จะต้องสร้างมาตรฐานของตนเองให้มันดี”

ก้อง ฤทธิ์ดี เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่ง Bangkok Post เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้อ่านว่าบทความเขียนด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวยแบบที่ฝรั่งบางคนยังต้องอายและมีไอเดียอะไรให้คนได้ขบคิด ถึงแม้ก้องจะบอกว่าสิ่งที่ตนทำก็เป็นแค่ “งาน” อย่างนึง ที่ไม่ได้จะต้องให้ “คนทำงาน” กลายมาเป็นบุคคลมีชื่อ ออกสื่อ หรือมีคนมาสัมภาษณ์เสียเอง ทั้งตนยังแอบสงสัยด้วยซ้ำว่าการวิจารณ์หนังนั้นมีความจำเป็นแค่ไหน แต่ “ผลงาน” ที่ก้องทำก็ได้พิสูจน์แล้วว่านอกจากจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ิอ่าน ยังนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับในวงการภาพยนตร์ไทย นอกจากจะเขียนบทวิจารณ์ให้กับ Bangkok Post ก้องยังเขียนลงสื่อต่างประเทศบางฉบับ เป็น guest lecturer พูดเรื่อง film appreciation ในวาระต่างๆ และเป็นนักทำหนังสารคดี โดยมีผลงานสารดคีเกี่ยวกับชีวิตคนมุสลิมออกมาแล้วสามเรื่องซึ่งทำร่วมกับนักทำหนังอีกท่าน ตอนนี้ก้องก็มีอยู่อีก project นึงซึ่งเจ้าตัวบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะออกมาเป็นหนังหรือไม่ แต่ก็ตามถ่ายอยู่ ความลับอีกข้อที่ได้รู้มาก็คือ ใจจริงก้องอยากเป็นนักวิจารณ์หนังสือมากกว่า (แต่ในความเป็นจริง จะเป็นอาชีพที่หากินลำบากยิ่ง)

อย่าง Roland Barthes พูดไม่ใช่เหรอว่าทุกคนเป็น expert เมื่อมาถึงเรื่องภาพยนตร์และกีฬา ทุกคนวิจารณ์กีฬาได้หมด บิ๊กจ๊ะอาจจะได้ออกทีวี คนนับถือเพราะว่ารู้เรื่องดี แต่ไปร้านเบียร์การ์เด้นที่ไหน ผับที่ไหน ก็ผมเห็นทุกคนรู้เรื่องกีฬาหมด รู้เท่าบิ๊กจ๊ะ บางคนอาจจะ claim ว่ารู้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่อะไร อะไรเป็นตัวตัดสิน นึกออกไหมฮะ เพราะงั้น การพิสูจน์ตัวเองมันก็ต้องพิสูจน์เยอะน่ะสมัยนี้ คือไม่ใช่พิสูจน์กับคนอื่นนะสำหรับผม พิสูจน์กับตัวเองว่า เห้ย โอเค เราไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้ แต่ถ้าเราจะทำได้ เราจะอยู่ตรงนี้ได้ เราก็จะต้องสร้างมาตรฐานของตนเองให้มันดี

“ถ้าจะถามผม พี่ก้องเนี่ย เราก็พยายามให้มันอยู่ตรงกลาง ก็คือเราไม่ได้รู้ academic ดีขนาดนั้น เราอ่านหนังสือ เราก็ศึกษาบ้าง แต่เรายังเชื่อว่าสิ่งที่เราเขียนอยู่ คนอ่านควรจะได้รับความเพลิดเพลิน ควรจะสนุก มีกระตุ้นให้คิดนิดหน่อย แต่ว่าสนุกด้วย ตลกด้วย แล้วก็ไม่เบื่อ อ่านในห้องน้ำก็ได้ อ่านตอนอึก็ได้ หรือว่าจะไปอ่าน นั่งในร้านกาแฟ หรือจะไปนอนอ่าน ตั้งใจอ่านที่บ้านก็ได้ อยากให้มันเป็นหลายๆ อย่าง

เมื่อเป็นนักวิจารณ์หนัง ต้องดูหนังบ่อยไหม “มันก็ไม่เยอะขนาดที่คนคิดนะฮะ ก็อาทิตย์นึงก็ 4-5 เรื่องอะไรเงี้ย ก็ไปดูโรงเวลาเขามีรอบ press อันนี้ก็อีกอย่างนึงก็คือ เราก็จะต้อง fill space แปลว่าเราก็จะต้องพูดถึงหนังที่มันฉายอยู่ เพราะอันนี้มันเป็นหน้าที่ หนังที่มันเข้าโรงเราก็ต้องไปดู แต่ไอ้ที่เราสนใจเอง ตามเก็บเองอะไรเงี้ย ก็ดูบ้าง ดูแผ่นที่บ้านบ้าง โหลดบ้างนิดหน่อย แต่ว่าพองานเยอะ ช่วงหลังๆ ก็ดูน้อยลง ช่วง 2-3 ปีหลัง ก็ดูน้อยลง ก็อาศัยว่าถ้าไปเทศกาล ก็จะได้ดูเยอะ”

“อย่างไปเทศกาลเบอร์ลินก็ชอบสองเรื่อง Tabu หนังโปรตุเกส ก็ดี ก็คือมันก็ทำให้เราเข้าใจว่าภาพยนตร์มันเป็น… มันมีช่องทางที่มันจะไปได้มากกว่าที่มันเป็นอยู่ อีกเรื่องนึงคือเรื่อง Bestiaire หนังแคนาดา เป็นคล้ายๆ สารคดีเรื่องสัตว์ แต่เป็นสารคดีถ่ายสัตว์อย่างเดียว ไม่มีพูดเลย แต่มันจะเป็นเรื่องว่า เอ๊ะ สัตว์มองคน หรือคนมองสัตว์อะไรเงี้ย คือที่ยกตัวอย่างสองเรื่องเนี้ยก็คืออย่างที่พูดมาเมื่อกี้ เราคิดว่าหนังมันก็มีมานานแล้ว ร้อยกว่าปี หนังที่เราดูในโรงมันก็ซ้ำๆ โอเคมันอาจจะสนุก มันอาจจะดีแต่มันก็อยู่ใน formula หรือว่า structure ที่มันมาตรฐานหนังที่ต้องรู้สึกว่ามากระทบเราหรือว่าเราคิดถึงมัน อันนี้ส่วนตัวก็คือหนังที่ดูแล้วรู้สึกว่า เออ มันทำให้หนังเนี่ยมันเป็นไปได้มากกว่านี้ไหม มันไม่ต้องเป็นอย่างที่เราคิดอยู่ มันทำให้เราคิด อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ก็ได้ อย่าง Tabu เนี่ยมันเป็นขาวดำ แล้วครึ่งหลังเนี่ยมันไม่มีบทพูด มันมีแต่เสียงบรรยายคล้ายๆ เหมือนคนอ่านหนังสือให้เราฟัง แล้วมีภาพ อะไรอย่างเงี้ย คือ อ้าว มันก็มีรูปแบบในการเล่าใหม่ๆ อารมณ์มันก็ยังอยู่ อะไรเงี้ย คืออะไรแบบนี้ต่างหากที่เราจะคิดถึงมัน หรืออย่างหนังอภิชาติพงศ์อะไรเงี้ย ก็เหมือนกันที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ หนังมันไปได้อีก มันหาทางไปของมันได้อีก”

ปีนี้ก้องได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการโหวตหนังในแบบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ “คือ Sight & Sound หนังสือเก่าแก่ พิมพ์โดย British Film Institute ที่ลอนดอน ทุกสิบปีเนี่ยเขาจะโหวตหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลของโลก ทุกสิบปีนะ ทำมาตั้งแต่ปี 1952 ครั้งนี้ครั้งที่ 6 คือเขาให้คนหลายคนโหวต คนจำนวนมากโหวตมา 10 เรื่องที่ดีที่สุดตลอดกาลในโลก แล้วก็ปีนี้พี่ก้องต้องโหวต ซึ่งเราก็ไม่รู้เราจะทำได้ยังไง คือมันเป็นไปได้ยังไงวะ 10 เรื่องที่ดีที่สุดในโลกอะไรเงี้ย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะว่าเราอาจจะมี list ในใจเราอยู่ แต่อีกสามวันเราอาจจะเปลี่ยนก็ได้ หรือว่าเราเปลี่ยนอารมณ์เราก็อาจจะเปลี่ยนก็ได้อะไรเงี้ย มาถามอีกวันนึงเราก็อาจจะเอาเรื่องนี้ออกเรื่องนี้เข้าอะไรเงี้ย แต่ไอ้ความเป็นไปไม่ได้นี่แหล่ะ เราเลยคิดว่าเขาอยากจะให้มันเกิดขึ้น เพราะมันยากมาก เพื่อที่ว่า list นี้มันจะได้ออกมาดี หรือว่าเป็น list ที่มันมีผลจริงๆ อะไรเงี้ย”

ตอนนี้เมืองไทยมีการจัดเรตติ้งหนัง และก็มีการแบนหนังด้วย ซึ่งก้องคิดว่าไม่ควรจะมีอะไรที่ถูกแบน (สัมภาษณ์ก่อนที่หนังเรื่อง Shakespeare Must Die จะถูกสั่งแบน) “แล้วยิ่งสมัยเนี้ย การแบนมันดึกดำบรรพ์ หรือว่ามันไร้สาระจริงๆ ลองคิดดูสิโย สมมุติตอนนั้นอะไรนะที่เขาแบน อย่าง Insects (Insects in the Backyard) ของกอล์ฟเนี่ย คืออันเนี้ยเราต้องนับถือกอล์ฟเลยเพราะกอล์ฟเนี่ยเขาสู้ในระบบ เขาคิดว่าระบบนี้ไม่แฟร์ เขาสู้ในระบบ ไปอุทธรณ์ ไปอธิบายจนถึงขั้นฟ้องศาล แต่ถ้าเขาไม่สู้ในระบบ เขาบอก กูจะเอาชนะมึง พวกมึงมันไอ้ทุเรศ เขาก็ขึ้น YouTube หรือขึ้นเว็บ แล้วมันก็กระจายไปทั่วโลก แล้วก็ไม่ผิดด้วย อ้าว ผมไม่ได้ทำ คนที่อเมริกาทำ ผมไม่ได้เป็นคน up เป็นใคร up ก็ไม่รู้ เขาก็ชนะแล้ว ชนะแบบราบคาบ ทุกคนแพ้หมด ก็มันจะไปแบนทำไมอ่ะ ก็ทุกอย่างดูได้ YouTube หรือไม่ต้อง YouTube แต่ว่าเว็บอะไรที่มันโหลดกันอยู่มันก็โหลดได้ แล้วการแบนมันมีประโยชน์อะไร มันไร้สาระที่สุด แต่กอล์ฟเขาไม่ทำ เขาก็ต่อสู้เพื่อให้เห็นว่าระบบนี้มันไม่แฟร์ มันก็ต้องนับถือ แต่ว่าตัว concept มันเองของการแบนนี่มัน นับวันมันยิ่งตลกขึ้นทุกวัน เหมือนไปไล่ปิดเว็บไซต์ มันไม่ใช่ มันก็ต้องบอกคนสิว่าอะไรถูก อะไรดีอะไรไม่ดี… ไม่ใช่อะไรดีอะไรไม่ดี โทษ… บอกคนสิว่ามันมีความคิดหลายแบบไหน ก็ว่ากันไป”

กับเรื่องที่โรงหนังลิโด้และสกาล่าอาจจะต้องกลายมาเป็นห้าง ก้องบอกว่าความจริงเรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง เพราะหลังมีกระแสต่อต้าน ทางจุฬาฯ ก็พูดเสียงแผ่วๆ ไป (สัมภาษณ์ก่อนที่โรงหนังสกาล่าจะได้รางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2555) ถามก้องว่า จริงๆ เขาหวงพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับหนัง หรือว่าหวงตัวตึกอาคาร “ส่วนตัวมันทั้งสองอย่าง คือแค่รู้สึกว่า เอ๊ย เราไม่ต้องทำลายตึกเก่าทั้งหมดก็ได้ คือเมืองมันมีตึกเก่าไปเลย กับใหม่ไปเลย กลางๆ เนี่ยมันจะไม่ค่อยมี อย่างลิโด้-สกาล่า จริงๆ ก็ถือว่ากลางๆ ก็แค่คิดว่าก็มันก็สวยอ่ะ อย่างสกาล่ามันชัดเจน สกาล่ามันชัดเจนว่าข้างในมันพิเศษมากใช่มั้ย มันก็เก็บไว้หน่อยก็ดีมั้ง นี่คือในเชิง physical หรือสถาปัตยกรรมเราก็รู้สึกเหมือนตึกอื่น ตึกอื่นที่สวยๆ เราก็ไม่อยากให้ทุบมันก็แค่นั้นเอง แต่ว่าในเชิง space ว่าสถานที่แบบนี้มันไม่ค่อยมี แล้วก็นี่มันอยู่กลางเมือง มันเป็นที่เขาให้โอกาสหนังเล็ก แล้วถ้าเปลี่ยนไปแล้วมันจะมีไหม ก็เป็นอีกเรื่องนึง สรุปก็เป็นทั้งสองเรื่องแหล่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: