Art

จะเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล: “define ตัวเองว่าเป็น filmmaker มากกว่า เพียงแต่ว่าตัวงานมันอาจจะไม่ได้อยู่ในขนบของภาพยนตร์”

chulayarnnon_cropped

Photo by Aukrit Pornsumpunsuk

คนที่ชอบหนังสั้น หนังทดลอง คงจะรู้จักชื่อ จะเข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากผลงานหลายๆ ชิ้นจะได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ เช่น จากเทศกาลภาพยนตร์หนังสั้นที่จัดโดยมูลนิธิหนังไทย และ Young Thai Artist Award ที่จัดโดยมูลนิธิปูนซิเมนต์ไทยแล้ว ผลงานของเข้ยังได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลหนังสั้นในอีกหลายประเทศ และช่วงหลังๆ ผลงานยังถูกแสดงในนิทรรศการศิลปะอีกหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผมเองรู้จักกับเข้จากการที่ได้ทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับหอศิลปวิทยนิทรรศน์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันหนึ่งเข้แวะมาที่หอศิลป์แล้วถามหาพี่ผู้หญิงที่เคยทำงานอยู่ จำไม่ได้ว่าคุยไงกัน แต่ถามเข้ไปว่าสนใจจะมาทำแทนไหมล่ะ เข้ก็ใจง่ายบอกว่าสน ก็เลยได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาแต่นั้น จนมารู้ประวัติทีหลังว่า อ๋อ น้องคนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของผลงานหนังสั้นที่เราเห็นในนิทรรศการ ลัก-กะ-ปิด-ลัก-กะ-เปิด ไปถ่ายคุณลุงใครสักคนที่หัวลำโพงทำอะไรสักอย่างอยู่นานสองนาน ไม่เกิดอะไรขึ้นในหนังซะที

ตอนนี้เข้ออกจากหอศิลป์ไปสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ยังพอติดตามงานเข้บ้าง ล่าสุดจึงตามมาสัมภาษณ์ที่นิทรรศการ Can You Hear Me? ที่นำทองแกลเลอรี่ ซึ่งเข้ร่วมแสดงในงาน video art ครั้งนี้ด้วย

*อ่านบทสัมภาษณ์เข้ไม่ต้องเร็วมาก เว้นวรรคเพื่อคิดนานๆ หน่อย จะได้ยินน้ำเสียงเข้ชัดขึ้น

ช่วงหลังๆ เห็นแสดงงานนิทรรศการเยอะพอสมควร เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักทำหนัง หรือ video artist หรืออะไร
เป็นคำถามที่ดี พูดย้อนไป ตัวเองทำหนังสั้นมา แล้วก็เรียนจบทางด้านภาพยนตร์ แต่ว่าก็มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับวงการศิลปะเนี่ย ก็ผ่านการทำงานที่หอศิลป์ (หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาฯ) ซึ่งจริงๆ ใจก็อยากทำอะไรที่อยู่ในวงการศิลปะอยู่แล้วเพราะว่าพอเข้าไปเรียนในสาขาภาพยนตร์จริงๆ เนี่ย เรากลับรู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะทำได้ อย่างเช่น ภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องแบบมีเส้นเรื่อง ดูแล้วสนุกอะไรเงี้ย คนอื่นสนุกกับเราไปด้วย เออ อย่างนั้นเนี่ย เราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสนใจจะเป็นในเชิง visual มากกว่าที่จะเป็นในเรื่องของเทคนิค วิธีการเล่าเรื่อง เพราะงั้นเนี่ย งานที่ออกมามันจะเป็นหนังทดลองมากกว่า

Continue reading

Standard
Art

วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร: “เราไม่อยากเป็นแค่กระแส”

จะมีศิลปินสักกี่คนที่กล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองต้องการประสบความสำเร็จและอยากมีชื่อเสียง เพราะนั่นฟังดูเป็นเรื่องผิดบาปเหลือเกินสำหรับการเป็นศิลปิน แต่วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร หรือ อบเชย ศิลปินหญิงที่น่าจับตามองในขณะนี้ ผู้ซึ่งเคยไปแสดงงานที่ Venice Biennale มาแล้ว ก็กล้าพูด (กับคนที่กล้าฟัง) ว่า แน่นอน ความสำเร็จและชื่อเสียงคือสิ่งที่เธอปรารถนา ไม่ต่างอะไรมนุษย์คนอื่น ทั้งที่อยู่ในหรือนอกวงการศิลปะ

วันทนีย์ใช้ตัวเองในการสร้างผลงานเสมอและก็มักพูดจาเสียดสีตัวเองไปด้วยเช่นกัน เมื่อปี 2550 เธอจัดงานนิทรรศการ A Wantanee Retrospective นิทรรศการที่ “แสร้ง” ว่าแสดงผลงานย้อนหลังเพื่อให้คนได้เห็นว่าเธอเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หากแต่ว่าสารที่คนดูได้รับคือความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยานที่เธอมีเพื่อสร้างอนาคตของเธอ ซึ่งได้สอดแทรกเสียงวิจารณ์ที่เธอมีต่อตัวเองเข้าไปด้วย ปีนี้เธอจัดแสดงงานนิทรรศการเดี่ยวอีกครั้งภายใต้ชื่อว่า (dis)continuity แม้ชื่อนิทรรศการจะพูดเป็นนัยถึงความต่อเนื่องที่ดูจะไม่ต่อเนี่องในเส้นทางการเป็นศิลปินและการสร้างงานศิลปะของวันทนีย์ แต่ถ้าเมื่อเรามองว่า A Wantanee Retrospective เป็นการสมมุติผลงานในอดีตขึ้นมาเพื่อพูดถึงความฝันสำหรับอนาคต (dis)continuity ก็จะเป็นภาพอนาคตสำหรับอดีตเมื่อห้าปีก่อน พร้อมทั้งเป็นภาพปัจจุบันที่ศิลปินเป็นอยู่และภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของวันทนีย์ด้วย

ตั้งแต่ตอนเจอที่งาน retrospective ตอนนั้นคือบอกไว้ว่าอยากจะประสบความสำเร็จ อยากจะดัง ตอนนี้สมหวังแล้วหรือยังครับ
ยัง ยังเลย มันเป็นแค่ก้าวแรกเอง พอถามถึงเรื่องนี้แล้วจำได้เลย หลังจากที่โยทำสารคดีให้ ไปเจอมติชนที่ลงหน้าใหญ่ไว้ ก็ค้นพบว่า เออเนอะ เมื่อก่อนเราก็กวนประสาทดีเนอะ แต่ว่าถามว่าจุดยืนมันยังเหมือนเดิมไหม ที่ถามว่าดังหรือยังเนี่ย มันก็ยังไม่ได้ถึงที่สุด เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราอยากจะโตแค่นี้ไง คือความหวังของเรา เราทำงานศิลปะ เราไม่ได้อยากให้แค่คนในกลุ่มวงเดียวกันแล้วชื่นชมกันเอง แต่อยากให้ตัวนี้มันกระจายออกไปในวงกว้างได้มากที่สุด ซึ่งคำว่า “วงกว้าง” เนี่ย ก็คงไม่ใช่แค่ในประเทศ ในกรุงเทพ หรือว่าในแวดวงคนศิลปะด้วยกันเท่านั้น

คือมองภาพความสำเร็จไว้ยังไงครับ
เอาจริงๆ ใช่มั้ย

เอาจริงๆ เลยครับ!
อยากไปแบบว่า ระดับแบบว่าตำนานน่ะ คือระดับโลกมันก็แค่ชั่วคราวใช่ป่ะ มันก็แป๊บๆ อยากเป็นระดับตำนาน

คนที่ถือว่าเป็นตำนาน เช่น
ไม่รู้สิ มันก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เนอะ Van Gogh Marcel Duchamp อะไรแบบเนี้ย ก็คิดไปเรื่อยเนอะ เพราะเรามีสิทธิ์คิดนี่ ส่วนถึงไม่ถึงไม่รู้ ส่วนความพยายามจะไปตรงนั้นไหม ยังอยากจะไปอยู่ อย่าง Joseph Beuys คนเหล่านี้คือตำนาน มันไม่ใช่แค่คนที่มาดังช่วงนึงแล้วมันหายไป แต่ว่าคือคนที่เป็นหมุดหมายสำคัญ แล้วเราอยากเป็นหมุดหมาย อืม พูดความลับเลยนะเนี่ย เดี๋ยวคนเกลียด

Continue reading

Standard