Inspiration

กบ เมนาท นันทขว้าง: “ทุกวันนี้พี่ไม่รู้แล้วว่าความทุกข์คืออะไร”

*แก้ไขเพิ่มเติมจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Themagazine เมื่อปี 2552 ฉะนั้นตอนนี้พี่กบอายุ 57 แล้ว และลูกชายก็กำลังจะอายุ 31 ในเดือนสิงหาคม

ไม่ว่าจะเป็นขีวิตครอบครัวที่แตกแยก วัยเด็กที่อ้างว้าง โศกนาฏกรรมของคนในครอบครัว การหย่าร้าง และแม้แต่มะเร็ง คุณกบ เมนาท นันทขว้าง ได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น วันนี้ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ Soda บอกว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เคย และพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับอะไรก็ตามที่จะเข้ามาในชีวิต

ณ โต๊ะเตี้ยๆ ทรงกลมที่ประดับด้วยแก้วหลากสีซึ่งออกแบบโดยศิลปินฝรั่งเศส Niki De Saint Phalle ภายในห้องทำงานซึ่งสว่างไสวไปด้วยหลอดไฟขาวนวลกว่า 30 ดวงบนเพดาน คุณเมนาท (ชื่อเดิม ดวงตา) นันทขว้าง และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Themagazine ของเรา คุณประกิตย์ วรประสิทธิ์ กำลังคุยกันสนุกถึงความหลังที่ทั้งคู่มีร่วมกันมายาวนาน

ในวัย 54 ปี “พี่กบ Soda” ชื่อที่ใครหลายคนในวงการแฟชั่นเรียกกันติดปาก ใช้เวลาส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้าและฝึกโยคะอยู่กับบ้าน และถอยห่างจากงานรื่นเริงสังสรรค์ที่เธอเคยชื่นชอบหลังจากพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมแล้วเข้ารับการรักษาตัวเมื่อหกปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอยังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านในฝันที่อยู่ถัดไปหน่อยจากบ้านหลังปัจจุบันที่เรานั่งกันอยู่นี้ให้แล้วเสร็จด้วย

บทสนทนาระหว่างคนสองคนที่ชีวิตเต็มไปด้วยสีสันและไม่ได้พบกันมาสักพักใหญ่ๆ ออกรสชาติและฟังได้ไม่น่าเบื่อ และจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของคุณกบซึ่งคุณประกิตย์รู้ดี คุณกบยังพูดติดตลกนิดนึงตอนที่ทราบคอนเซ็ปต์ของบทความชิ้นนี้ที่ว่าด้วยเรื่อง “ชีวิตมนุษย์” ไว้ว่า “ทุกวันนี้พี่ไม่รู้แล้วว่าความทุกข์คืออะไร”

ไม่ว่าชีวิตของคุณกบเองจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือไม่ก็ตาม จริงๆ เกือบทุกคนได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตดีไซเนอร์แสนเปรี้ยวและซ่าคนนี้มาบ้างแล้วทั้งสิ้น และสำหรับคนที่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัว แน่นอนย่อมรู้สึกถึงอารมณ์ประชัดประชันเล็กๆ ที่แฝงอยู่ในประโยคที่เธอพูดเรื่องความทุกข์

Continue reading

Standard
Inspiration

อาร์ต อารยา อินทรา: “ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์แฟชั่น อย่าริอาจทำ เพราะสิ่งที่คุณทำมันจะกลายเป็นขยะ”

เหตุผลที่ทำให้อยากพูดคุยกับพี่อาร์ต อารยา อินทรา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แทนที่จะเป็นแค่เม้าท์อะไรกันเฉยๆ เล็กน้อยตามโอกาสที่จะได้มาเจอกันก็มีอยู่ประมาณ 2-3 ข้อ ข้อหนึ่งเลย วงการแฟชั่นเป็นวงการที่มีเสน่ห์ยวนใจสำหรับเรา เพราะโดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ชอบนิตยสารแฟชั่น งานดีไซน์และของสวยๆ งามๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น จึงอยากพูดคุยกับผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่อยู่ในวงการนี้ ข้อสอง อาจเป็นเหตุผลในแง่เทคนิคเล็กน้อย คืออยากรู้ว่าจริงๆ คนที่มีอาชีพเป็น fashion stylist นั้นต้องทำอะไรยังไงบ้าง (เผื่อว่าถ้าวันนึงคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ ก็อยากรู้ว่า “เอ๊ะ ฉันจะทำกับเขาได้บ้างไหม”) ข้อสาม ทับซ้อนกับข้อหนึ่งเล็กน้อย คือเราเองก็อยากประสบความสำเร็จกับสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่ เลยอยากได้แรงบันดาลใจจากผู้ที่ได้ขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุด (และยังไต่ขึ้นต่อไป) ในหน้าที่การงานของตน คนที่สามารถจะให้คำชี้แนะแก่เราได้

การนั่งสัมภาษณ์พี่อาร์ตในเช้าวันหนึ่งที่ CREATIMAGE สตูดิโอถ่ายภาพแถวๆ พระโขนง ออกแนวเป็นการนั่งฟัง lecture เล็กน้อย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าน่าเบื่อ ไม่ดี หรืออะไร แต่เป็นเพราะพี่อาร์ตได้เล่าประวัติของอาชีพ stylist ในเมืองไทยให้ฟังด้วย และการตอบคำถามที่พยายามยกตัวอย่างและให้ความรู้ก็สะท้อนมุมมองชีวิตของพี่อาร์ตในตอนนี้ ซึ่งในตอนท้ายๆ ของการพูดคุยกัน พี่อาร์ตก็บอกว่าอยากเป็นครู อยากให้ความรู้แก่เด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจแก่พี่อาร์ตอย่างมาก เพราะการทำงาน stylist ในตอนนี้เริ่มที่จะถึงจุดอิ่มตัวแล้วหลังจากทำงานอย่างหนักมาตลอด 20 กว่าปี

ชีวิตการทำงานด้าน fashion stylist ของพี่อาร์ตเริ่มต้นแบบจับพลัดจับผลู หลังจากที่ชนะที่หนึ่งการประกวด Young Designer ที่จัดโดยนิตยสารเปรียว พี่อาร์ตก็เข้าไปฝึกงานที่นิตยสารในฐานะผู้ช่วยผู้ประสานงานฝ่ายแฟชั่น ซึ่งตำแหน่ง “ผู้ประสานงานฝ่ายแฟชั่น” นี่เองที่ต่อมากลายมาเป็น stylist ได้มี creative input ในงาน โดยพี่อาร์ตกล่าวว่าคนแรกที่ใช้คำว่า stylist น่าจะเป็นพี่อิศร์ อุปอินทร์ ซึ่งเป็น stylist แถวหน้าของเมืองไทย สำหรับประสบการณ์การฝึกงานในตอนนั้น พี่อาร์ตเล่าให้ฟังว่า “พี่ก็ได้เห็นว่า อ๋อ นอกจากการโทรศัพท์นู่นนี่นั่นเนี่ย เรายังมีสิทธิช่วยช่างภาพคิดด้วยว่า พี่ โพสแบบนี้ดีไหม พี่ โพสแบบนั้นดีไหม อุ๊ยพี่ แสงตรงนี้สวยจังเลย อุ้ยพี่ ลองดูตรงนี้ไหม อุ๊ยนู่นนี่นั่น แล้วเราเป็นคนสาระแน เราสาระแนมากๆ เข้าก็เลยกลายเป็นว่า เออ อี่นี่ มึงช่วยกูคิดเลยละกัน

Continue reading

Standard
Inspiration

ก้อง ฤทธิ์ดี: “เราไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้ แต่ถ้าเราจะทำได้ เราจะอยู่ตรงนี้ได้ เราก็จะต้องสร้างมาตรฐานของตนเองให้มันดี”

ก้อง ฤทธิ์ดี เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่ง Bangkok Post เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้อ่านว่าบทความเขียนด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวยแบบที่ฝรั่งบางคนยังต้องอายและมีไอเดียอะไรให้คนได้ขบคิด ถึงแม้ก้องจะบอกว่าสิ่งที่ตนทำก็เป็นแค่ “งาน” อย่างนึง ที่ไม่ได้จะต้องให้ “คนทำงาน” กลายมาเป็นบุคคลมีชื่อ ออกสื่อ หรือมีคนมาสัมภาษณ์เสียเอง ทั้งตนยังแอบสงสัยด้วยซ้ำว่าการวิจารณ์หนังนั้นมีความจำเป็นแค่ไหน แต่ “ผลงาน” ที่ก้องทำก็ได้พิสูจน์แล้วว่านอกจากจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้ิอ่าน ยังนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับในวงการภาพยนตร์ไทย นอกจากจะเขียนบทวิจารณ์ให้กับ Bangkok Post ก้องยังเขียนลงสื่อต่างประเทศบางฉบับ เป็น guest lecturer พูดเรื่อง film appreciation ในวาระต่างๆ และเป็นนักทำหนังสารคดี โดยมีผลงานสารดคีเกี่ยวกับชีวิตคนมุสลิมออกมาแล้วสามเรื่องซึ่งทำร่วมกับนักทำหนังอีกท่าน ตอนนี้ก้องก็มีอยู่อีก project นึงซึ่งเจ้าตัวบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะออกมาเป็นหนังหรือไม่ แต่ก็ตามถ่ายอยู่ ความลับอีกข้อที่ได้รู้มาก็คือ ใจจริงก้องอยากเป็นนักวิจารณ์หนังสือมากกว่า (แต่ในความเป็นจริง จะเป็นอาชีพที่หากินลำบากยิ่ง)

อย่าง Roland Barthes พูดไม่ใช่เหรอว่าทุกคนเป็น expert เมื่อมาถึงเรื่องภาพยนตร์และกีฬา ทุกคนวิจารณ์กีฬาได้หมด บิ๊กจ๊ะอาจจะได้ออกทีวี คนนับถือเพราะว่ารู้เรื่องดี แต่ไปร้านเบียร์การ์เด้นที่ไหน ผับที่ไหน ก็ผมเห็นทุกคนรู้เรื่องกีฬาหมด รู้เท่าบิ๊กจ๊ะ บางคนอาจจะ claim ว่ารู้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่อะไร อะไรเป็นตัวตัดสิน นึกออกไหมฮะ เพราะงั้น การพิสูจน์ตัวเองมันก็ต้องพิสูจน์เยอะน่ะสมัยนี้ คือไม่ใช่พิสูจน์กับคนอื่นนะสำหรับผม พิสูจน์กับตัวเองว่า เห้ย โอเค เราไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้ แต่ถ้าเราจะทำได้ เราจะอยู่ตรงนี้ได้ เราก็จะต้องสร้างมาตรฐานของตนเองให้มันดี

“ถ้าจะถามผม พี่ก้องเนี่ย เราก็พยายามให้มันอยู่ตรงกลาง ก็คือเราไม่ได้รู้ academic ดีขนาดนั้น เราอ่านหนังสือ เราก็ศึกษาบ้าง แต่เรายังเชื่อว่าสิ่งที่เราเขียนอยู่ คนอ่านควรจะได้รับความเพลิดเพลิน ควรจะสนุก มีกระตุ้นให้คิดนิดหน่อย แต่ว่าสนุกด้วย ตลกด้วย แล้วก็ไม่เบื่อ อ่านในห้องน้ำก็ได้ อ่านตอนอึก็ได้ หรือว่าจะไปอ่าน นั่งในร้านกาแฟ หรือจะไปนอนอ่าน ตั้งใจอ่านที่บ้านก็ได้ อยากให้มันเป็นหลายๆ อย่าง

เมื่อเป็นนักวิจารณ์หนัง ต้องดูหนังบ่อยไหม “มันก็ไม่เยอะขนาดที่คนคิดนะฮะ ก็อาทิตย์นึงก็ 4-5 เรื่องอะไรเงี้ย ก็ไปดูโรงเวลาเขามีรอบ press อันนี้ก็อีกอย่างนึงก็คือ เราก็จะต้อง fill space แปลว่าเราก็จะต้องพูดถึงหนังที่มันฉายอยู่ เพราะอันนี้มันเป็นหน้าที่ หนังที่มันเข้าโรงเราก็ต้องไปดู แต่ไอ้ที่เราสนใจเอง ตามเก็บเองอะไรเงี้ย ก็ดูบ้าง ดูแผ่นที่บ้านบ้าง โหลดบ้างนิดหน่อย แต่ว่าพองานเยอะ ช่วงหลังๆ ก็ดูน้อยลง ช่วง 2-3 ปีหลัง ก็ดูน้อยลง ก็อาศัยว่าถ้าไปเทศกาล ก็จะได้ดูเยอะ”

Continue reading

Standard