เอม อมฤต เจริญพันธ์: “เราจะเอา coworking space ที่ ‘co’ มาจากคำว่า ‘community’ ‘collaboration’ ‘cooperation’”

aimhubba

ตลอดบทสนทนาราว ๆ 50 นาทีกับ เอม อมฤต เจริญพันธ์ Co-founder และ Co-CEO ของ HUBBA Thailand coworking space แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 4 มีคำสองคำที่เอมใช้บ่อยมาก คือ “passion” แล้วก็ “จิตวิญญาณ” ฟังดูเหมือนเป็นคำที่ศิลปินรุ่นอาวุโสมักใช้อธิบายการทำงานของตน แต่สองคำนี้คือสิ่งที่เอมใช้บรรยายตัวตนของตนเองและผู้ร่วมก่อตั้ง HUBBA รวมไปถึงตัวสถานที่และคนที่มาใช้พื้นที่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างช่วยกันสร้างให้สิ่งปลูกสร้างกลายมาเป็น community และมีแรงพลังในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ผมเองได้ยินชื่อ HUBBA (hub = ศูนย์รวม และ ba = บ้า) มาสักพักแล้ว ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเห็นจากโฆษณาบน Facebook จากความที่ชอบสอดรู้สอดเห็นว่าคนเขาคิดอะไรกัน ทำอะไรกันอยู่ แล้วในโอกาสที่ coworking space แห่งนี้ฉลองการดำเนินงานครบหนึ่งปีไปเมื่อไม่นาน ผมเลยขอเข้าไปพูดคุยกับทีมงานเพื่อทำความรู้จักกับ HUBBA ให้ดีขึ้น และดูซิว่ามีผู้ประกอบการใครกันบ้างที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการทำธุรกิจของตน

เอมเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสมาชิกของ HUBBA Thailand ให้ฟังว่า “ครึ่งหนึ่งเป็น tech start-up ครึ่งนึงเป็นครีเอทีฟกับฟรีแลนซ์ พวก start-up ก็ทำเว็บ ทำเกม อาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นเซลอยู่ใน start-up ส่วนครีเอทีฟ-ฟรีแลนซ์ก็มีกราฟฟิก translator journalist ขายของออนไลน์ affiliate marketing บางคนก็เป็นครูสอนการแสดง anything ที่มีคอมเครื่องเดียวกับตัวเขาให้ทำงานได้ก็คือ target ของเรา”

จริง ๆ คำว่า coworking space อาจจะเป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่ แต่สถานที่ประเภทนี้มีมานานหลายสิบปีในอเมริกาและยุโรป coworking space คือสถานที่ที่เปิดให้คนเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อการทำงาน โดยสถานที่ได้เตรียมความพร้อมด้าน infrastructure ไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ เครื่องถ่ายเอกสาร แฟ็กซ์ โทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ห้องประชุม มุมกาแฟ สมาชิกอาจจะมาเดี่ยวหรือมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ก็ได้ในกรณีที่เป็นบริษัทเล็ก ๆ มีพนักงานสัก 3-4 คน

ส่วนถ้าใครสงสัยว่า coworking space มันต่างกับ shared office อย่างไร คำตอบอยู่ที่ความเป็น community ของสถานที่แบบแรก “คือถ้าเอาคำว่า community ออก กลายเป็นการแชร์ space มันก็แชร์กันใช้ แต่คุณไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสมาชิก สมาชิกกับผู้ที่ run space พอมันไม่มีตรงนี้ มันก็เหมือนขาดจิตวิญญาณ coworking space มัน sexy มันสนุก มันน่าหลงใหลเพราะรู้สึกว่ามันมี soul มันมี energy อะไรบางอย่างที่ทำให้ไปแล้วมันติดใจ ละมุนละม่อม คนนู้นคนนี้เป็นเพื่อนเราหมด คุยกับคนนี้ก็ได้ ปรึกษาคนนู้นก็ได้ เป็นเพื่อนไปดูหนัง เล่นเกม เตะบอล แต่ทุกคนไม่ได้มาจากหน่วยงานเดียวกัน”

แรงบันดาลใจที่ทำให้เอมและพี่ชาย ชาล เจริญพันธ์ ร่วมกันเปิด coworking space แห่งแรกของไทยก็มาจากปัญหาที่ทั้งคู่เองต้องเผชิญเมื่อสองปีก่อน เมื่อตอนที่ประเทศเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนักซึ่งลามมาถึงกรุงเทพ ทั้งคู่ต้องย้ายไปอยู่บ้านเช่าที่พัทยา ซึ่งไม่มี Wi-Fi และเน็ต 3G ก็ไม่สะดวกต่อการทำงาน หรือจะไปนั่ง Starbucks เน็ต 150 บาทก็ใช้ได้แค่ 5 ชั่วโมง ตอนนั้นเองที่พี่น้องคู่นี้คิดว่า ถ้ามีใครมาเปิด coworking space ในเมืองไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้ยินมาสักพักใหญ่ ๆ ว่ามีในเมืองนอก ก็จะออกไปใช้บริการตอนนี้เลย ในเมื่อไม่มีใครทำ เอมและชาลก็เลยคิดทำกันเอง โดยเชื่อว่า “น่าจะมีคนที่คิดแบบเรา น่าจะมีคนที่มีปัญหาเหมือนเรา แล้ว willing to pay ที่มีรายได้พอที่จะรู้สึกว่าเขาอยากได้สิ่งที่ดีกว่า แล้วก็น่าจะมีคนเหล่านั้นมากพอที่จะทำให้ space มันอยู่ได้”

เอมและชาลใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ในการหาสถานที่และตัดสินใจเช่าเพื่อปรับปรุงสถานที่ และเปิด HUBBA Thailand ภายในระยะเวลา 6 เดือนครึ่งโดยที่ไม่มีการทำวิจัยตลาดหรือ focus group ในจุดนี้เอม ซึ่งมีพื้นฐานด้านการตลาดมาก่อน อธิบายว่าในความเป็นจริง เราไม่รู้หรอกว่าตลาดจะตอบรับอย่างไร เพราะฉะนั้นทำ focus group ไปก็ไม่ช่วย ต้องลงมือทำแล้วค่อย ๆ ดูกันไป

ผมถามเอมว่านี่ผสมแนวคิดของ lean start-up ด้วยหรือเปล่า ที่ว่าให้ลงมือทำเลย ทดลองไอเดีย ดู feedback และพัฒนาสินค้าไปเรื่อย ๆ โดยตัดช่วงเวลาในการทำวิจัยให้น้อยลง “ใช่ครับ มันต้องพูดว่า semi-lean เพราะ lean เนี่ยมัน minimal ทำให้ถูก ง่าย แต่อันนี้ก็ไม่ lean เท่าไหร่ เพราะมันเป็น real estate เป็นเรื่องของ investment บางอย่างทำได้ครั้งเดียว คือคุณสามารถทำให้สวยหรือไม่ก็ไม่สวย อาจจะทำอะไรบางอย่างแล้วไม่สามารถแก้ได้ แบบว่าปลั๊กไฟน้อยไป พูดง่าย ๆ ก็คือมัน lean ในระดับนึง คือส่วนที่จะให้มี user engagement ให้คนมามีปฏิสัมพันธ์กับ space คือเราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้ไง ต้องลองดู แต่ถ้าว่า real estate as a business, as an office เนี่ย lean ไหม บางอย่างมัน lean ไม่ได้”

และเมื่อได้ลงมือทำเพื่อทดลองไอเดียแล้ว feedback มันเป็นไง “หลาย ๆ อย่างที่เราคาดการณ์ไว้ โอ้ย เราเอา coworking space เข้ามาแล้ว คนมันจะต้องฮือฮา กรี๊ดกร๊าด ตื่นเต้นแน่นอน เปิดมาเงียบกริบ มีลูกค้าอยู่คนนึง ก็งง เกิดอะไรขึ้น เราก็มานั่งวิเคราะห์นะครับว่า มันเป็นเพราะอะไรคนถึงไม่กระตือรือร้น ถึงเรารู้สึกว่า coworking มัน sexy ทำไมคนเฉย ๆ ก็ได้ข้อสรุปง่าย ๆ ว่า coworking มันก็ไม่ต่างอะไรกับทุกอย่าง สิ่งใหม่ในโลกนี้ ก็คือมันไม่มี culture ไม่มีความเข้าใจใน concept พอไม่เข้าใจว่าคืออะไร ดียังไง ช่วยตอบโจทย์ชีวิต ช่วยความเป็นผู้ประกอบการยังไง ก็เลยไม่มา ไม่มีเหตุให้มา ก็ไม่มีใครสมัครซะที นอกจากจะมีคนบ้า ๆ ที่รู้จักอยู่แล้ว รอมานานมาก ก็บุกเข้ามาเลย” เอมตอบ

ซึ่งปัญหาในจุดนี้ก็นำมาซึ่งการพัฒนาสินค้าและการตลาด การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออย่าง social media ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงขึ้น การให้มาทดลองใช้ฟรีทำให้มีลูกค้าติดใจอยู่ต่อ และการจัดกิจกรรมพวก workshop ต่าง ๆ ก็ทำให้พื้นที่คึกคักและมีความเป็น community เพิ่มขึ้น “สรุปก็คือการที่ได้เปิดก่อนคือการที่ได้ test idea ในตลาด โชคดีที่เรามีทุนพอที่จะหล่อเลี้ยงในการค้นหาว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ค แต่ด้วยความที่เราเริ่มเลยทำให้เราได้ลอง ได้เข้าใจได้เร็วกว่าคนที่แบบว่ามัวแต่นั่งดูว่า จะเปิดแต่ไม่รู้ว่าใครจะมา”

นอกจากความเป็น community ในแง่ที่ว่าแต่ละคนมีผู้ร่วมงานที่ไม่ได้ทำงานในธุรกิจหรือองค์กรเดียวกัน ความน่าสนใจอีกอย่างของ coworking space คือการที่ผู้ที่ทำ coworking space ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ดูแลผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่เข้ามาใช้พื้นที่ทำงานด้วย เอมและพี่ชาย รวมถึงหุ้นส่วนอื่น ๆ และพนักงานของบริษัททำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมคนเข้าหากัน แชร์ข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงในการช่วยหาแหล่งทุนในบางกรณี ซึ่งจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบว่าทำไมผู้ประกอบการควรมาใช้สถานที่แบบนี้ แทนที่จะนั่งทำงานกับบ้านหรือไปนั่งทำที่ร้านกาแฟ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งของธุรกิจประเภทนี้

“มันตอบโจทย์ในวิธีการทำงาน lifestyle และสิ่งที่คนต้องการจากที่ทำงาน” เอมกล่าว “แล้วเรารู้สึก happy กับ coworking ที่มันไม่ใช่แค่ว่าเป็นร้านกาแฟ มีเน็ต มีเก้าอี้-โต๊ะเยอะ ๆ แล้วก็แปะคำว่า coworking เนี่ย อันนั้นมันเล่นง่ายไป basic ไป เราจะเอา coworking space ที่ ‘co’ มาจากคำว่า ‘community’ ‘collaboration’ ‘cooperation’ มาจริง ๆ แล้ว แล้วก็วัดตรงเนี้ย คนที่ทำ coworking อื่น ๆ ก็เห็นชัดว่ามันไม่ได้อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ที่ community แต่ยังอีกยาวไกลนะ เพิ่งเปิดมาปีเดียว มีอะไรให้ทำอีกเยอะ”

หลังจากการนำเอา coworking space เข้ามาในเมืองไทยและเปิดให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว (ทำบุญออฟฟิศในเดือนสิงหาคม) เมืองไทยก็เริ่มมี coworking space เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อปีที่แล้วมีเพียง 2-3 แห่ง ภายในปีนี้น่าจะมีราว ๆ 15 แห่ง ในกรุงเทพและต่างจังหวัด HUBBA Thailand เองมีการเข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับที่ต่าง ๆ เพื่อร่วมก่อตั้ง space ขึ้นมา อย่างต่างจังหวัดก็มีที่เชียงใหม่ ที่ปาย และในปีนี้ก็จะมีที่หัวหิน

ในคำถามสุดท้าย ผมถามว่าผ่านมาแล้วปีนิด ๆ แม้จะสั้นมาก แต่เริ่มมองเห็นแล้วหรือเปล่าว่า HUBBA กำลังจะพัฒนาไปเป็นอะไรต่อ เอมตอบผมว่าอยากให้ HUBBA สร้าง movement ให้กับสังคม

“หลายคนที่มาในที่นี้เป็นคนที่อยากทำอะไรที่เป็น meaningful work บางคนอาจจะแค่อยากมีอาชีพอิสระ แต่บางคนเขากำลังพยายามทำ app ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการนู้นวงการนี้ บางคนอาจจะทำ NGO non-profit เพื่อสังคม คนที่เป็น change maker innovator คนที่อยากจะ change something เนี่ย ก็จะมีพื้นที่เหล่านี้ที่จะทำให้เขาบูมมากขึ้น แล้วก็จะมีคนเยอะขึ้น แล้วก็ทุกคนมาด้วย passion จิตวิญญาณ ความกระหาย ความตั้งใจ พอมารวมตัวกันใน space มันก็รู้สึกว่า เป็นที่ที่มีจิตวิญญาณที่ positive คำตอบอาจฟังดูง่อย ๆ นะ แต่เราก็รู้สึกว่า เห้ย มันน่าจะมีอย่างนี้เยอะ ๆ เพราะว่าเราก็อยากไปทุกมุมเมืองแล้วก็มี community แบบนี้ มีคนที่ nice ชอบช่วย ชอบแชร์ ช่วยเหลือเกื้อกูล พอมี coworking space ในทุกสถานีรถไฟฟ้า สี่แยก ทุกย่าน ทุกจังหวัดเนี่ย มันก็น่าจะทำให้ความเป็นผู้ประกอบการ ความเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคม มันเฟื่องฟู แล้วในสิ่งที่เขาทำเนี่ย เหล่านั้นมันก็เป็นการเปลี่ยนสังคมในทางอ้อม ก็อยากให้มี community อย่างนี้เยอะ ๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี เท่าไหร่ก็ได้ ขอให้มันสร้างด้วยจิตวิญญาณ และคนที่มามี passion จริง ๆ ไฟที่จะสร้าง community สร้างคนให้มาใช้ space ไม่ใช่สร้างแล้วก็จะไปแย่งคนจาก space อื่น ๆ เนี่ย แต่ทำให้คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน community เราอยากมาใช้บ้าง ถ้าทำอย่างนั้นได้ ผมว่าประเทศไทยก็น่าอยู่ขึ้นในระดับนึง”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: