กุ้ย อุดมเกียรติ: “เราอยากให้การตัดผมเป็นเหมือนเพื่อนฝูง แล้วให้มันคงความเป็นศิลปะอยู่”

Courtesy of Okui (Instagram: @okuithebarger)

Courtesy of Okui (Instagram: @okuithebarger)

เรื่องมีอยู่ว่าเผอิญ follow กวิน หนึ่งในศิลปินวง 321 ใน Instagram เลยได้มารู้จักกับร้านตัดผมแนววินเทจสุดเท่ห์ที่ใช้ชื่อว่า Three Brothers Barber Shop เพราะเมื่อสักสองเดือนก่อน กวินโพสต์รูปตัวเองขณะกำลังรับบริการอยู่ที่ร้าน มีบาร์เบอร์หัวโล้นไว้หนวดหน้าตาแนว ๆ ตามแขนมีรอยสัก กำลังหวีจัดแต่งทรงผมอยู่ แถมภายในร้านก็มีกลุ่มเด็กมัธยมอยู่ด้วย เลยทำให้สงสัยว่า เอ๊ย เด็กมัธยมมันตัดผมทรงวินเทจกันด้วยเหรอ

ต้องขอบคุณกวินที่อุตส่าห์ tag ทั้ง Instagram ของบาร์เบอร์คนนี้และระบุชื่อร้านไว้ด้วย เลยทำให้สามารถตามไปดูรูปใน Instagram และ Facebook ได้ และได้มาลองตัดผมที่ร้านในที่สุด

ร้าน Three Brothers Barber Shop เป็นร้านตัดผมสุภาพบุรุษเล็ก ๆ ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสวนจตุจักร ภายในร้านมีเก้าอี้ตัดผมสีน้ำตาลแดงอยู่เพียงสามตัวเท่านั้นสำหรับช่างตัดผมสามคนที่ไม่ได้เป็นพี่น้องทางสายเลือด แต่เป็นพี่น้องร่วมฝัน ประกอบไปด้วย “กุ้ย” อุดมเกียรติ ธงวัฒนะ (ซึ่งคือช่างผมที่ผมแวะมาตัดผมและคุยด้วยในบ่ายวันหนึ่งของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา) “คิว” สุมาณชัย มานะชนม์ และ “แบงค์” อภิสิทธิ์ เชาวฉัตร ทั้งสามคนมารวมตัวกันและเริ่มเปิดร้านนี้เมื่อสักราว ๆ 4-5 เดือนก่อน และต้องบอกว่าเท่าที่เห็นจากรูปใน Facebook และ Instagram นับว่าร้านนี้มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย แถมออกสื่อบ่อยเสียด้วย

กุ้ยเล่าให้ฟังว่าตนเองเริ่มตัดผมตั้งแต่เป็นวัยรุ่น โดยมีการสถานการณ์บังคับให้ต้องมาฝึกทักษะด้านนี้

“คือตอน ม. 3 เกเร แล้วแม่ก็ส่งไปเรียนที่อินเดีย พอไปเรียนที่อินเดียเนี้ย คนที่นู่นเขาจะไม่ค่อยตัดผม มันก็เลยหาร้านตัดผมยาก คนเอเชียหรือคนไทยก็เลยตัดผมกันเอง แล้วมีเพื่อนคนนึงมาจากไทย แล้วเหมือนประชดชีวิต เอ๊ย ตัดผมให้หน่อย ตัดโมฮ็อกให้หน่อย ก็ตัด ตอนนั้นก็มีแค่กรรไกร หวี แล้วก็หวีซอย หลังจากนั้นก็มีเพื่อนคนเอเชียคอยมาให้ตัดเรื่อย ๆ”

จากการที่เคยคุยโม้เอาไว้กับเพื่อน ๆ ที่เมืองไทยว่าตัดผมเป็น กลายเป็นว่าหลังจากกลับมาเรียนที่เมืองไทยในช่วงม.ปลาย เพื่อน ๆ ทั้งหลายก็เลยขอให้ตัดผมให้ตลอดเพื่อจะได้ไม่เปลืองเงิน แต่กว่ากุ้ยจะมาตัดผมอย่างจริงจังและมาทำความรู้จักกับทรงผมสไตล์วินเทจหรือ Rockabilly ก็เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยประมาณปี 3 แล้ว

“พอจบ ม. 6 แล้วก็เข้ามหาลัยปี 1 ปี 2 ก็เริ่มร้องเพลงกลางคืน ก็ร้องเพลงประมาณ 2 ปี ถึง 3 ปีได้ ทีนี้มันเหมือนกับว่าใช้เสียงเยอะ แล้วมันนอนน้อย ต้องตื่นไปเรียนอะไรเงี้ย เสียงมันก็เริ่มหาย ก็เริ่มคิดกับตัวเองว่า เอ๊ย เอาไงดีวะ คือแต่ก่อนผมอยากเป็น Rock Star มาก คิดจะเอาอาชีพร้องเพลงจริงจังด้วย คือเงินมันเยอะมากเพราะว่าผมร้องอาทิตย์นึง 6 วัน เงินมันก็สามสี่หมื่นอะไรเงี้ย ก็ไม่ต้องขอพ่อแม่ละ แต่พอมันเริ่มป่วยเข้าโรงบาลหนักไปทีนึง ให้ออกซิเจน ก็มานั่งคิดกับตัวเอง เอาไงต่อดีวะ ร้องเพลงมาสามปีแล้ว ไม่เห็นมีใครมาติดต่อไปทำอัลบั้มหรืออะไรเลย ก็เลยมองย้อนกลับไป ตอน ม.4 ม.5 ม.6 ที่เริ่มตัดผมน่ะแหล่ะ แต่ตอนนั้นมีช่วงต่อ คือผมชอบรอยสัก ตอนนั้นยังไม่สักเลย คือพอมีตังค์แล้วจะเลิกร้องเพลงก็เลยอยากสักรูปไมค์ไว้ที่ตัวเอง ก็คือไปสัก ไปเจอรุ่นพี่คนนึง (พี่แวน วง Trix ‘o’ Treat) เป็นช่างสักด้วย แล้วก็เล่นดนตรีแนว Rockabilly อยู่แล้ว เขาก็บอก เห้ย เราชอบตัดผมเหรอ เออถ้างั้นมันมีแนวเนี้ย ในประเทศไทยไม่เคยมีใครตัดแนวนี้เลย เราลองไปศึกษาดูดิ เป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ครับ ผมก็เลยไปเรียน ตอนนั้นก็เรียนปี 3 ละ อายุประมาณ 21-22 ได้แล้ว จุดเล็ก ๆ แล้วก็ไปเรียนสายอาชีพเลย 200-300 เนี่ยครับ แล้วพอเรียนสองอาทิตย์สามอาทิตย์ คือผมก็เจอพี่คนนั้นตลอดเวลา ก็คอยตัดให้เขา เขาก็จะมีวงร็อค 4-5 คน ผมก็จะตัดให้เขาตลอด ก็คือเหมือนกับว่าได้เริ่มศึกษาแนวนี้ก็จากตอนนั้น”

ลูกค้าที่มาตัดที่ Three Brothers Barber Shop ค่อนข้างกว้างมาก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่อยู่มหาวิทยาลัยไม่ต้องตัดทรงนักเรียนแล้ว ไปจนถึงคนมีอายุก็มาตัด ส่วนเหล่าบรรดาเด็กนักเรียนมัธยมที่เห็นอยู่ใน Instagram ของกุ้ยอยู่บ้าง นั่นคือน้องเขามาขอให้สอนตัดผม กุ้ยเลยให้พาเพื่อนมาลองตัดผมทุกครั้งที่มาเรียน

นอกจากนี้ ยังมีฝรั่งบางรายที่มาเที่ยวไทยแล้วแวะมาตัดด้วย เพราะมีร้านตัดผมที่เนเธอร์แลนด์ชื่อว่า Schorem ช่วยโปรโมตให้

“ก็คือผมขึ้นรูปเขา (ร้าน Schorem) ใน Facebook ว่าเนี่ย ชอบร้าน เขาก็มาคอยเม้นต์ เอ๊ย จริงเหรอ แล้วก็มีเพื่อนเขาจากนู่นมาไทย เขาก็เลยส่งสติ๊กเกอร์ส่งเสื้อมาให้ ก็เลยติดต่อกันตลอด ผมก็พยายามปรึกษาเขาว่าต้องทำยังไงทรงนี้ บางทีเขาก็ทำแบบคลิปวิดีโอสอนตัดผม เขาก็ tag มาให้ ก็ศึกษาต่อจากเขาอีกที”

กุ้ยบอกว่าคนที่สนใจทรงผมแนวนี้ยังมีอยู่น้อย แต่ช่วงนี้แฟชั่นแนววินเทจมาแรงคนก็เริ่มรู้จักทรงนี้มากขึ้นด้วย แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้มีลูกค้าประจำมากมาย การมาตัดผมที่ร้านอาจจะไม่ง่ายเท่าไหร่ คือต้องโทรจองล่วงหน้า อย่างน้อยก็น่าจะสักหนึ่งวัน เพราะถ้าแวะมาที่ร้านเลยหรือโทรมาล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง โอกาสที่จะได้ตัดไม่ค่อยมี

“เพราะว่าในร้านจะมีคอนเซ็ปต์อย่างนึง คือเราจะไม่ตัดเยอะ เราจะตัดวันนึงแค่ 7-8 คน เพราะเวลาทำงานเรา 11 โมง ปิดร้าน 2 ทุ่ม ทำงาน 9 ชั่วโมง จะตัดได้อย่างมาก 8 คน แล้วต้องพักด้วยอะไรเงี้ย มันก็เลยทำให้ดูเหมือนลูกค้าเยอะหรือเปล่า เพราะว่าด้วยราคาเนี้ย (450 บาท) กับค่าที่มันไม่ค่อยแพงมาก เราเอาแค่เราอยู่ได้ เราอยากให้การตัดผมเป็นเหมือนเพื่อนฝูง แล้วให้มันคงความเป็นศิลปะอยู่”

หลังจากที่ผมเองได้ตัดผมเรียบร้อยแล้วและได้ซื้อผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมที่เรียกว่า Pomade กลับมาด้วย ซึ่งจะต่างกับ Wax ตรงที่มันลื่นกว่า จัดทรงได้เรื่อย ๆ และไม่ทำให้ผมกรอบ กุ้ยก็ได้บอกวิธีจัดทรงมาด้วย สำหรับคนเอเชียที่ผมเส้นหนา ต้องใช้หวีซี่ใหญ่ ๆ หน่อยในการจัดทรง และต้องใส่ Pomade เข้าไปที่โคนผมเพราะหลาย ๆ คนผมจะดีดไปข้างหน้าอย่างเดียว ทำให้เสยกลับมาด้านหลังยาก จึงควรสอดผลิตภัณฑ์ไปให้โดนขวัญแล้วก็หวีไปข้างหลัง และต้องใจเย็นเล็กน้อยในการหวีจัดทรงสักระยะนึง

“Pomade เนี่ยต้องใช้เวลาเซ็ตตัวนิดนึง คือส่วนมากฝรั่งเนี่ยใส่ไปก่อน หวีไปก่อน แล้วออกจากบ้านค่อยไปหวีซ้ำก็ได้ ทรงพวกนี้เราเห็นในภาพตามหนังอะไรพวกเนี้ย คือแบบควักหวีออกมาจากกระเป๋าหลัง คือมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ควรจะมีหวีแบบอัน 5 บาท 10 บาท เล็ก ๆ พกไว้ เผื่อเสียทรงอะไรเงี้ย”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: