วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร: “เราไม่อยากเป็นแค่กระแส”

จะมีศิลปินสักกี่คนที่กล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองต้องการประสบความสำเร็จและอยากมีชื่อเสียง เพราะนั่นฟังดูเป็นเรื่องผิดบาปเหลือเกินสำหรับการเป็นศิลปิน แต่วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร หรือ อบเชย ศิลปินหญิงที่น่าจับตามองในขณะนี้ ผู้ซึ่งเคยไปแสดงงานที่ Venice Biennale มาแล้ว ก็กล้าพูด (กับคนที่กล้าฟัง) ว่า แน่นอน ความสำเร็จและชื่อเสียงคือสิ่งที่เธอปรารถนา ไม่ต่างอะไรมนุษย์คนอื่น ทั้งที่อยู่ในหรือนอกวงการศิลปะ

วันทนีย์ใช้ตัวเองในการสร้างผลงานเสมอและก็มักพูดจาเสียดสีตัวเองไปด้วยเช่นกัน เมื่อปี 2550 เธอจัดงานนิทรรศการ A Wantanee Retrospective นิทรรศการที่ “แสร้ง” ว่าแสดงผลงานย้อนหลังเพื่อให้คนได้เห็นว่าเธอเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หากแต่ว่าสารที่คนดูได้รับคือความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยานที่เธอมีเพื่อสร้างอนาคตของเธอ ซึ่งได้สอดแทรกเสียงวิจารณ์ที่เธอมีต่อตัวเองเข้าไปด้วย ปีนี้เธอจัดแสดงงานนิทรรศการเดี่ยวอีกครั้งภายใต้ชื่อว่า (dis)continuity แม้ชื่อนิทรรศการจะพูดเป็นนัยถึงความต่อเนื่องที่ดูจะไม่ต่อเนี่องในเส้นทางการเป็นศิลปินและการสร้างงานศิลปะของวันทนีย์ แต่ถ้าเมื่อเรามองว่า A Wantanee Retrospective เป็นการสมมุติผลงานในอดีตขึ้นมาเพื่อพูดถึงความฝันสำหรับอนาคต (dis)continuity ก็จะเป็นภาพอนาคตสำหรับอดีตเมื่อห้าปีก่อน พร้อมทั้งเป็นภาพปัจจุบันที่ศิลปินเป็นอยู่และภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของวันทนีย์ด้วย

ตั้งแต่ตอนเจอที่งาน retrospective ตอนนั้นคือบอกไว้ว่าอยากจะประสบความสำเร็จ อยากจะดัง ตอนนี้สมหวังแล้วหรือยังครับ
ยัง ยังเลย มันเป็นแค่ก้าวแรกเอง พอถามถึงเรื่องนี้แล้วจำได้เลย หลังจากที่โยทำสารคดีให้ ไปเจอมติชนที่ลงหน้าใหญ่ไว้ ก็ค้นพบว่า เออเนอะ เมื่อก่อนเราก็กวนประสาทดีเนอะ แต่ว่าถามว่าจุดยืนมันยังเหมือนเดิมไหม ที่ถามว่าดังหรือยังเนี่ย มันก็ยังไม่ได้ถึงที่สุด เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราอยากจะโตแค่นี้ไง คือความหวังของเรา เราทำงานศิลปะ เราไม่ได้อยากให้แค่คนในกลุ่มวงเดียวกันแล้วชื่นชมกันเอง แต่อยากให้ตัวนี้มันกระจายออกไปในวงกว้างได้มากที่สุด ซึ่งคำว่า “วงกว้าง” เนี่ย ก็คงไม่ใช่แค่ในประเทศ ในกรุงเทพ หรือว่าในแวดวงคนศิลปะด้วยกันเท่านั้น

คือมองภาพความสำเร็จไว้ยังไงครับ
เอาจริงๆ ใช่มั้ย

เอาจริงๆ เลยครับ!
อยากไปแบบว่า ระดับแบบว่าตำนานน่ะ คือระดับโลกมันก็แค่ชั่วคราวใช่ป่ะ มันก็แป๊บๆ อยากเป็นระดับตำนาน

คนที่ถือว่าเป็นตำนาน เช่น
ไม่รู้สิ มันก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้เนอะ Van Gogh Marcel Duchamp อะไรแบบเนี้ย ก็คิดไปเรื่อยเนอะ เพราะเรามีสิทธิ์คิดนี่ ส่วนถึงไม่ถึงไม่รู้ ส่วนความพยายามจะไปตรงนั้นไหม ยังอยากจะไปอยู่ อย่าง Joseph Beuys คนเหล่านี้คือตำนาน มันไม่ใช่แค่คนที่มาดังช่วงนึงแล้วมันหายไป แต่ว่าคือคนที่เป็นหมุดหมายสำคัญ แล้วเราอยากเป็นหมุดหมาย อืม พูดความลับเลยนะเนี่ย เดี๋ยวคนเกลียด

สักประมาณปี 2009 ใช่ไหมครับที่ไปเวนิส ตอนนั้นแอบเชียร์อยู่ มันเปลี่ยนอะไรชีวิตไหมครับกับการได้ไป Venice Biennale ซึ่งคงมีศิลปินไทยอยากจะไปกันอยู่ ภัณฑารักษ์ก็อยากจะเป็น
เอ่อ เอาพูดจริงพูดเล่นอ่ะ

พูดจริงสิ!
ไม่แตกต่างหรืออาจจะถือว่าไปครั้งนั้นแล้วทำให้ชีวิตเราเงียบลงด้วยก็ได้นะ เพราะด้วยความที่เวทีมันใหญ่ ถ้าพูดกันตามตรง เวทีมันใหญ่ แล้วถ้าไม่ได้โอกาสในการเสนอศักยภาพ “ชิ่ง” ที่กลับมา แน่นอนมันก็จะเกิดการตั้งคำถาม “เรามีคุณสมบัติพอหรือยัง” ถูกป่ะ เราก็ไม่อยากจะเถียงว่าตรงนั้นเนี่ยแหละ… เพราะมันผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่ค้นพบ แน่นอน ถามว่ามันมีอะไรดีไหม ข้อดีมันก็มีนามสกุลเพิ่มขึ้นมา “ณ เวนิส” ไม่รู้ล่ะ ตอนนั้นยังไงไม่รู้ ตอนนี้เราก็ “ณ เวนิส” แล้วทุกคนที่กล่าวถึงเราจะพูดว่าเราไปเวนิสมาแล้ว แต่ว่าถึงขั้นว่าเรามีคนแห่ ไม่มีเลย มันเงียบมาก เหมือนปิดประตูยังไงก็ไม่รู้ ปิดประตูเพื่อที่ล้างภาพเก่ามั้ง ล้างภาพเก่าที่ถูกมองในช่วงเวนิส

หมายความว่า
ก็อย่างที่บอกงานมันใหญ่ งานมันใหญ่ปั๊บ แล้วถ้าเกิดคุณไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ตรงนั้นแหล่ะมันกลายเป็นการปิดประตูตัวเราเอง ใช่ป่ะ เพราะมันมีศิลปินหลายคนได้ขึ้นไปบนเวทีใหญ่ แล้วในท้ายที่สุด ถ้าเขาไปไม่ถึงจุดที่จะทำให้คนยอมรับได้ อย่างเช่น Documenta ใครๆ ทั้งโลกก็อยากไป แต่คำถาม Documenta ครั้งที่ผ่านมามีคนรู้จักใครบ้าง กลายเป็นเหลือคุณ Ai Wei Wei คนเดียว ทั้งที่ Documenta มีเป็นร้อย ใช่ป่ะ แต่ใน art scene ใหญ่ๆ มันเหลือแค่คนไม่กี่คน แน่นอนว่าในแต่ละประเทศศิลปินคนนั้นก็จะเป็นแบบเราน่ะ “นี่เคยผ่านเวนิส” “นี่เคยผ่าน Documenta” แต่มันไม่มีผลอะไร

ได้บทเรียนอะไรไหมครับจากงานครั้งนั้น
บทเรียนเหรอ ก็มีนะ มันอาจจะเพราะว่า คือถ้ามองในแง่ดีก็อย่างที่บอกน่ะ มันก็ถือเป็นโอกาสที่เราได้เข้าไปดูอะไรบางอย่างที่เราอาจจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นอย่างนั้น คือจากคนข้างนอกกับคนข้างในที่มอง มันเห็นอะไรที่แตกต่างกันเยอะ บทเรียน ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่สามารถ present เพื่อให้ตัวคุณเองแสดงออกได้ถึงสิ่งที่เราเป็นอะไรเงี้ย มันก็ต้องมีวิธีการ เราจะต้องเข้มแข็งกว่านี้ แล้วก็วิธีการ ดีกว่าที่จะมานั่งก่นด่าทีหลัง มันก็เป็นบทเรียนอย่างนึง แต่ว่าสิ่งที่ค้นพบก็คือว่า กลายเป็นว่าเวนิสมันน่าจะเป็นบทเรียนที่ออกเจ็บๆ นิดๆ คันๆ หน่อยๆ แต่ก็โอเคนะ อย่างน้อยก็ได้เปิดหูเปิด… อย่าเรียกว่าเปิดหูเปิดตา แต่อย่างน้อยก็ได้ไปกินไอติม ได้ไปซื้อรองเท้าอะไรเงี้ย

งานนิทรรศการครั้งนี้ (dis)continuity มีพูดประเด็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะว่ามีการไปกู้เงินมาเพื่อจะทำนิทรรศการ ทีนี้มี comment คนที่มาดูพูดว่า “ก็ไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องไปกู้เงินมาจำนวนก้อนขนาดนี้เพื่อมาทำ” เราจะตอบเขายังไงครับในประเด็นนี้
เออ มันพูดยากเนอะ มันแล้วแต่คนจะคิดเนอะ แต่ในท้ายที่สุดมันก็จะกลับมาตั้งคำถามว่า… มันก็เหมือนกับคนทำงานศิลปะ ถ้าไม่ได้ตังค์แล้วทำไปทำไม ใช่ป่ะ คนทำงานศิลปะทั้งโลกเนี่ย มีใครขายงานได้สักกี่ชิ้น แต่เขาก็ยังทำอยู่ ถูกป่ะ ถามว่าเขาทำไปเพราะอะไร อันนี้น่าจะเป็นคำถามที่ถามกลับมากกว่า แต่ไม่ได้คิดว่า “ก็ไม่ต้องทำสิ!” เพราะว่าจริงๆ บอกแล้วว่ามันเป็นพันธะสัญญาที่เราสัญญากับตัวเองไว้ แล้วเราซื่อสัตย์ในหน้าที่ของเรา แน่นอน ในหน้าที่ของศิลปินเนี่ย มันอาจจะไม่ได้ถูกมองว่ามีบททางสังคมหรือว่ามี function อะไร แต่จริงๆ ไอ้งานชิ้นเนี่ยมันไม่ได้สะท้อนแค่ความเป็นศิลปินกับการทำงาน หรือว่าไม่ใช่แค่ความ เขาเรียกว่าอะไร กระสัน อยากจะแสดง หรืออยากจะทำงาน แต่ว่ามันเป็นการตั้งคำถามถึงชีวิตของคนที่อยู่ในสังคมของเราต่างหาก ถามว่ามันมีแค่เราจริงๆ เหรอที่กู้เงินมาทำอะไรเหล่านี้ ถ้ามองในแง่ของการลงทุนมันก็คือการลงทุน ถูกป่ะ มันก็คือการค้า เพียงแต่ว่าการค้าของเรามันอาจจะไม่ได้เงินตอบแทนเลยแบบค้าขาย ค้าขายแบบพวกโชว์ห่วย แต่คนเหล่านั้นต้องกู้ไหม ทุกคนก็ต้องกู้หมด คำถามก็คือ เห้ย มันเกิดอะไรขึ้นที่ไอ้สังคมเนี้ย สังคมที่เราอยู่ ที่เราบอกว่าโคตรอุดมสมบูรณ์ ทำไมชีวิตเรายังคงลำบากเหมือนเดิมวะ ทั้งๆ ที่เราเองก็มีฐานะ หมายถึงว่ามีอาชีพที่แน่นอนเป็นหลักเป็นแหล่ง และอาชีพนั้นเป็นอาชีพที่ควรจะทำงานศิลปะ ใช่ป่ะ มันสอดคล้องไปหมด มันเป็นอาชีพที่ต้องทำงานศิลปะเพราะอะไร เพราะเราเป็นครูสอนศิลปะ ถ้าเราเป็นอาจารย์สอนศิลปะแล้วเราไม่ทำงานศิลปะแล้วเราจะสอนเด็กได้ยังไง คำถามก็กลับมาว่า เราจะทำอย่างไรล่ะถ้าเราไม่มีตังค์ แล้วมันจริงเหรอที่จะต้องเอาตังค์มาเป็นกรอบในการที่ว่าเราจะไม่สามารถแสดงออกทางความคิดของเราได้ ตามที่เราจะคิด ตามที่เราจะฝัน ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วแปลว่าอะไร ทุกคนจะต้องกลับมานั่ง drawing หมด ใช่มะ สีก็ซื้อไม่ได้นะ สีแพงนะ ยิ่งอยากได้สีดี ๆ มันก็ย้อนกลับมาอีก แล้วก็เรื่องของการกู้ กลายเป็นทุกคนกู้หมดนะ ตลกมากเลย คือครูสอนศิลปะที่รู้จัก ไปถามเขา อาจารย์สอนศิลปะ เขาบอกว่าเรื่องนี้ปกติมาก เขากู้กันมาทั้งนั้นแหล่ะ เห้ย มันเป็นปัญหาแล้ว ไอ้เรื่องของระดับค่าครองชีพ ของสิ่งที่เราคิด หรือว่าไอ้อาชีพเนี้ย อืม ตอบโจทย์ไหม

ไม่แน่ใจว่าคนที่มาดูงานทั่วไปรู้สึกยังไงบ้าง แต่ว่าภัณฑารักษ์ อาจจะนักวิจารณ์ ครูผู้สอนศิลปะ มาดูแล้วก็ให้ feedback ที่ดี รู้สึกไงบ้างครับ
ใจคิดว่าลึกๆ มันก็ชั่วคราวเนอะ มันเป็นแค่ช่วงนึงของเรา เราก็ไม่รู้หรอก มันออกจะกลัวลึกๆ ด้วยซ้ำ พอมันมี feedback ที่ดีนั้นหมายความว่า ยังต้องถีบตัวเองออกมาจากตัวนี้ให้ได้ เพราะว่าจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนทำงานศิลปะก็คือการจมอยู่กับความสำเร็จ ถ้าเมื่อไหร่เราจมอยู่กับความสำเร็จแล้ว เราพอใจความสำเร็จนั้น เราว่าเราเตรียมตัวตายได้แล้ว ซึ่งในฐานะที่เราเป็นคนทำงานศิลปะ เรากลัวตรงนี้มาก ฉะนั้นเราเองก็รู้สึกว่า กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยมีความสุขกับมันเท่าไหร่ เออ เพราะนั้นหมายความเราจะต้องพยายามบิดตัวเองออกมาให้ได้ คือคราวนี้ยิ่งเหมือนต้องกระโดดตัวเป็นเกลียวอีกรอบนึง มันก็ค่อนข้างจะลำบากอยู่เพราะใจก็… แต่สิ่งนึงที่ค้นพบก็คือว่า ถามว่ามีความสุขไหม มีนะ มีมากขึ้น หมายความว่าเราทำงานศิลปะ เราเริ่มมีคนยอมรับ ในระดับนึง ระดับเล็กๆ อณูเล็กๆ แต่ว่าไอ้ในระดับนั้นก็ทำให้เรามีกำลังใจอยู่ แต่ว่าแน่นอนมันก็เป็นภาระใหม่ของเราขึ้นมาอีกที

งานนิทรรศการมีพูดถึงเรื่องเวลา แต่ว่าโยจะไม่ถามถึงเวลาที่เราเห็นในนี้ แต่ว่าส่วนตัวแล้ว เวลาที่ผ่านมาจากจุดเริ่มต้นที่เราเป็นศิลปิน จนมาถึงวันนี้ ประสบการณ์เป็นยังไงบ้าง
โตขึ้น เราว่าเราโตขึ้น ด้วยเวลาเหล่านั้นจากวันที่จบแล้วเราก้าวออกมาเพื่อทำงานศิลปะของตัวเองเนี่ย เราค้นพบว่าในท้ายที่สุด มุมมองหลายอย่างมันเปลี่ยนไปเพราะประสบการณ์มันเปลี่ยนไป อย่างโยตอนเห็นเราเริ่มแรก เราค่อนข้างขี้บ่นและก่นด่าผ่านผลงาน กระแนะกระแหนหน่อย ประชดประชันนิดๆ ถามว่าไอ้ตรงเชื้อนั้นมันยังมีอยู่ไหม มันก็ยังมีอยู่ ไม่งั้นมันก็ไม่โผล่ออกมาเป็นรูปของหนี้หรอกนะ แต่ว่าไอ้การประชดประชันตรงเนี้ย มันเริ่มที่จะไม่ได้มองอะไรเล็กๆ อีกต่อไป จริงๆ ไอ้งานอย่างเรา เราก็บอกแล้วว่าเมื่อก่อนที่เราประชดประชัน เราไม่ได้ประชดประชันแค่วงการศิลปะ แต่เราเอาวงการศิลปะขึ้นมาเป็นแค่เป็นตัวรูปแบบ เพียงแต่ว่าคนยัง stuck อยู่กับคำว่าศิลปะอยู่ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราว่าคนในวงการ แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ว่าคนในวงการ แต่เรากำลังจะมองว่า ไอ้เนี่ย มันเป็นสภาพความเป็นจริงของคนทั้งโลก ของรูปแบบของทุกอาชีพ เพียงแต่ว่ามันไม่มีใครมาคุยกับเรา ไม่มีใครมาถามเรา แต่ถามว่าไอ้วิธีการที่เราจะก่นด่าเนี่ย เราเปลี่ยนไป แล้วก็เรามีความรู้สึกมองโลกในแง่ดีขึ้น เรารู้สึกว่าเรามีเพื่อนมากขึ้น เรารู้สึกว่าความคิดของเราประกอบกับมันอาจจะเป็นการคิดที่ biased เกินไป เราอาจจะไม่ได้มองในมุมกว้างมากพออะไรเงี้ย แต่นะ แต่ถ้าเราอยู่สักพักเราอาจจะตีกลับกลับมาอีกทีก็ได้ เพราะว่าอันนี้แหล่ะมันคือลักษณะเสน่ห์ของเวลาที่มันทำให้ทัศนคติของเรามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เมื่อกี้ที่พูดถึงว่าจริงๆ ไม่ได้พูดถึงแค่คนในวงการศิลปะ แต่พูดถึงคนทั่วไปส่วนรวม ทำให้นึกถึงงาน retrospective ครั้งนั้นเหมือนกัน มองไหมครับว่าทุกวันเนี้ยคนเราใช้สื่อสารพัดชนิดพยายามจะสร้างเป็น retrospective ของตัวเองกันตลอดเวลา ผ่านทาง updates บนหน้า Facebook และ Twitter
มันเป็นอยู่แล้ว มันเป็นอยู่แล้ว เราก็เข้าใจได้นะ เพราะว่าคนเรา เราบอกแล้วไงทุกคนต้องการที่จะได้การยอมรับ ฉะนั้นวิธีการตรงนั้นมันจะมีอะไรได้บ้างล่ะ แล้วยิ่งสื่อเนี่ยมันมีอำนาจ แล้วเราบอกแล้วว่าจริงๆ งานเราแต่ก่อนๆ เราพยายามจะให้เห็นอำนาจของสื่อด้วย บอกได้เลยถ้ามีคนดังมาพูดถึงเราสัก 2-3 คน เราว่าเราดังเป็นพลุแตกเลย คำถามคือ ไอ้ความดังตรงนั้นมันกำลังพูดอะไรอยู่ ซึ่งถามว่าตัว retrospective เนี่ย มันก็กำลังจะพูดในประเด็นที่โยอยู่กำลังพูดน่ะแหล่ะ พูดถึงว่าจริงๆ ทุกก็พยายามจะเข้าไปยึดพื้นที่สื่อ ก็พยายามจะใช้สื่อตรงนี้ในการปั่นกระแสหรือสร้างกระแส

ความฝันของวันทนีย์ตอนนี้คือ
ทำงาน อยากเป็นศิลปินเฉยๆ

ไม่มีต่อเหรอฮะ
เอ่อ ไม่หรอก ก็อยากทำงานศิลปะ อยากสร้างหมุดหมาย ซึ่งเป็นความฝันที่ยากมากในการที่คุณจะสร้างหมุดหมายอะไรใหม่ๆ ได้ ก็แปลว่าคุณจะต้องกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์ แล้วก็อะไรหลายๆ อย่าง แม้กระทั่งทบทวนตัวเอง แล้วก็ตั้งคำถามตัวเองให้เยอะกว่านี้อีก เพราะจริงๆ สิ่งที่ทำมาเราบอกเลยว่างานเราไม่ได้ใหม่ คือเราว่าโลกศิลปะมันน่ากลัวตรงเนี้ย เวลาที่เกิดปรากฏการณ์อะไรขึ้นมา แน่นอนว่าถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เราจะคิดว่ามันใหม่เสมอ แต่ปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่ได้ใหม่ มันมีมาตั้งนานแล้ว แต่ว่ามันอยู่ที่จังหวะและโอกาสที่ทำให้ตรงนี้มันถูกกล่าวถึง เพราะเมื่อไหร่มันถูกกล่าวถึง มันก็กลายเป็นกระแสขึ้นมา เราไม่อยากเป็นแค่กระแส

**********

(dis)continuity
ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ศูนย์วิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15 กุมภาพันธ์ – 28 มีนาคม 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: